อุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์พุ่งชนท้ายรถยนต์ที่จอดอยู่ริมถนน มักนำมาสู่ข้อถกเถียงและคำถามคลาสสิกว่า “รถยนต์จอดในที่ห้ามจอด ถือว่าผิดทั้งคู่ (ประมาทร่วม) ใช่หรือไม่?” คำตอบตามหลักกฎหมายไทยคือ “ไม่ใช่ประมาทร่วมเสมอไปครับ” กฎหมายจะพิจารณาเหตุการณ์นี้แบบ “ต่างกรรมต่างวาระ” หรือแยกการกระทำความผิดออกจากกันโดยเด็ดขาด แบ่งเป็น 2 กรณีหลักๆ ดังนี้ครับ
กรณีโดนชนท้ายแล้วเราจอดในที่ห้ามจอด
หากคุณจอดรถริมถนนในเวลากลางวัน ทัศนวิสัยชัดเจน แต่ดันไปจอดทับเส้นขาว-แดง หรือในจุดห้ามจอด แล้วมีมอเตอร์ไซค์ขี่มาชนท้าย กฎหมายจะแยกความผิดออกเป็น 2 ส่วน (ต่างกรรมต่างวาระ) คือ:
-
ความผิดที่ 1 ของรถยนต์ (คนจอด): ผิด พ.ร.บ. จราจรทางบก ฐาน “จอดรถในที่ห้ามจอด” บทลงโทษคือ เจ้าของรถยนต์จะต้องเสียค่าปรับจราจร (เช่น 500 บาท) ตามใบสั่ง แต่ไม่ได้แปลว่าเป็นต้นเหตุของการชน
-
ความผิดที่ 2 ของมอเตอร์ไซค์ (คนชน): ผิดฐาน “ขับรถโดยประมาท ทำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย” เพราะตามวิสัยและพฤติการณ์แล้ว ผู้ขับขี่ต้องมองเห็นรถที่จอดอยู่ (แม้จะจอดผิดที่) และต้องหยุดรถหรือหักหลบได้ทัน ดังนั้น มอเตอร์ไซค์ต้องรับผิดชอบซ่อมรถให้ฝั่งรถยนต์ทั้งหมด และรับผิดชอบค่าซ่อม/ค่ารักษาของตัวเองครับ
สรุปสั้นๆ: รถยนต์โดนจ่ายค่าปรับจอดผิดที่ แต่มอเตอร์ไซค์ต้องจ่ายค่าซ่อมรถให้รถยนต์ครับ
ข้อยกเว้นเมื่อไหร่ถึงจะเข้าข่าย “ประมาทร่วม”
การจะสรุปว่าเป็น “ประมาทร่วม” (ผิดทั้งคู่ และต้องต่างฝ่ายต่างซ่อม) จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ การจอดรถของคุณเป็นเหตุ “โดยตรง” ที่ทำให้มอเตอร์ไซค์หลบไม่ทันจริงๆ ซึ่งมักจะมีปัจจัยเรื่อง “ทัศนวิสัย” เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น:
-
จอดในที่มืดสนิท: จอดรถเสียริมถนนในเวลากลางคืน โดยไม่เปิดไฟฉุกเฉิน และไม่มีการวางป้ายหรือกิ่งไม้เตือนในระยะที่เหมาะสม
-
จอดในจุดอันตรายขั้นสุด: จอดแช่ในเลนขวาของทางด่วน, จอดตรงจุดบอดของทางโค้งหักศอก หรือจอดขวางกลางถนนในลักษณะที่วิญญูชนทั่วไปขับมาก็ไม่สามารถเบรกได้ทัน
ในกรณีแบบนี้ ศาลหรือร้อยเวรอาจมองว่า เจ้าของรถยนต์มีส่วนประมาทอย่างร้ายแรงที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุด้วย จึงจะเข้าข่ายการเป็น “ประมาทร่วม” ครับ
รับมืออย่างไร เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงๆ
เอาล่ะ ทีนี้ถ้ามันเกิดเหตุขึ้นมาจริงๆ ไม่ว่าเราจะจอดถูกหรือจอดผิด สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติครับ อย่าเพิ่งไปยืนด่าทอกันข้างถนน มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ทำตามสเต็ปนี้ได้เลย
-
ขั้นตอนที่ 1: ถ่ายรูป ถ่ายคลิป เก็บหลักฐานให้ไว ก่อนจะขยับรถไปไหน หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปให้ครบทุกมุมครับ ถ่ายให้เห็นป้ายทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ ถ่ายให้เห็นเส้นถนนข้างๆ รถเรา (เพื่อยืนยันว่าเราจอดถูกหรือผิด) ถ่ายรอยชน ถ่ายสภาพแวดล้อมโดยรอบ ถ้ามีกล้องหน้ารถที่บันทึกเหตุการณ์ตอนจอดไว้ได้ยิ่งดีเยี่ยมเลยครับ เซฟคลิปไว้ด่วนๆ
-
ขั้นตอนที่ 2: ดูแลคนเจ็บก่อน ถ้าคนขี่มอเตอร์ไซค์บาดเจ็บ รีบโทร 1669 เรียกกู้ภัยหรือรถพยาบาลทันทีครับ เรื่องรถพังเอาไว้ทีหลัง เรื่องชีวิตคนสำคัญที่สุด แสดงความมีน้ำใจและมนุษยธรรมไว้ก่อน
-
ขั้นตอนที่ 3: โทรเรียกประกัน และแจ้งความ โทรหาบริษัทประกันภัยของคุณทันที แจ้งพิกัดและลักษณะเหตุการณ์ให้ชัดเจน ถ้าตกลงกันไม่ได้ หรือมีคนเจ็บ ต้องโทรเรียกตำรวจ (191) ให้มาที่เกิดเหตุด้วย เพื่อทำบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
ความคุ้มครองของประกันรถยนต์ ตัวช่วยที่แท้จริงในยามคับขัน
มาถึงตรงนี้ หลายคนคงเริ่มสงสัยแล้วว่า “แล้วประกันรถยนต์ที่ฉันซื้อไว้ล่ะ มันช่วยอะไรได้บ้าง?” ตรงนี้แหละครับที่ความรู้เรื่องประกันจะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าคุณได้มหาศาล ผมขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ เลยนะครับ
-
ประกันชั้น 1: คือพระเอกตัวจริงของงานนี้ ไม่ว่าคุณจะจอดถูก จอดผิด หรือเป็นประมาทร่วม ประกันชั้น 1 ซ่อมรถให้คุณแน่นอนครับ (แต่อาจจะเสียประวัติถ้าคุณมีส่วนผิด) และที่สำคัญที่สุดคือ ในกรณีที่มอเตอร์ไซค์ชนแล้วหนี! จับมือใครดมไม่ได้ ประกันชั้น 1 ก็ยังคุ้มครองซ่อมรถให้คุณครับ (แต่คุณอาจจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก หรือ Excess ตามเงื่อนไขกรมธรรม์)
-
ประกันชั้น 2+ และ 3+: ประกันประเภทนี้ฮิตมากเพราะราคาประหยัด แต่มีเงื่อนไขเหล็กข้อหนึ่งคือ “คุ้มครองเฉพาะกรณีรถชนรถ และต้องแจ้งคู่กรณีได้เท่านั้น” หมายความว่า ถ้ามอเตอร์ไซค์มาชนรถคุณตอนจอด แล้วเขารอรับผิดชอบ หรือคุณถ่ายป้ายทะเบียนไว้ได้ชัดเจน แบบนี้ประกันเคลมให้ครับ (ซ่อมเขาซ่อมเรา ตามวงเงิน) แต่… ถ้ามอเตอร์ไซค์เฉี่ยวแล้วบิดหนีหายเข้ากลีบเมฆ คุณจำป้ายทะเบียนไม่ได้ ไม่มีกล้องวงจรปิด… จบข่าวครับ! ประกัน 2+ และ 3+ จะไม่คุ้มครองรถของคุณในกรณีชนแล้วหนี คุณต้องควักเงินซ่อมเองล้วนๆ
-
ประกันชั้น 3: ซ่อมให้เฉพาะรถคู่กรณีเท่านั้น รถเราพังแค่ไหนก็ต้องซ่อมเองครับ เว้นแต่เราเป็นฝ่ายถูกและเรียกร้องจากคู่กรณีได้ (ซึ่งก็ต้องไปตามทวงกันเอง ประกันไม่ได้มาช่วยตามให้)
นี่แหละครับถึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการเลือกประกันรถยนต์ถึงสำคัญมากๆ การที่เรามีครอบครัว มีคนที่เรารักนั่งไปในรถคันเดียวกัน การมองหาความคุ้มครองที่ครอบคลุมและอุ่นใจที่สุดจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ เหมือนกับแนวคิดของ TISCO Insure ที่เน้นย้ำเรื่อง Family First เพราะอุบัติเหตุไม่ได้กระทบแค่รถ แต่มันกระทบถึงเวลา เงินออม และความรู้สึกของคนในครอบครัวด้วย การมีประกันชั้น 1 ที่เชื่อถือได้ หรือการได้รับคำแนะนำในการเลือกแผนประกันที่เหมาะกับพฤติกรรมการใช้รถของเรา จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างไร้กังวลมากยิ่งขึ้นครับ ไม่ว่าจะขับหรือจะจอด ก็อุ่นใจได้เสมอ




