สำหรับคนมีประกันรถยนต์ คำว่า “ใบเคลม” เป็นคำที่มักได้ยินตอนเกิดอุบัติเหตุ เช่น รถชน รถถอยชนเสา รถโดนเฉี่ยว หรือมีความเสียหายที่ต้องนำรถเข้าซ่อม แต่หลายคนอาจยังไม่แน่ใจว่าใบเคลมคืออะไร ต้องใช้ตอนไหน และถ้าได้มาแล้วต้องทำอย่างไรต่อ
บทความนี้ TISCO Insure จะอธิบายแบบง่าย ๆ เพื่อให้คุณรู้ขั้นตอนเบื้องต้น และเตรียมตัวได้ถูกเมื่อจำเป็นต้องใช้ประกันรถยนต์
ใบเคลมคืออะไร
ใบเคลม คือ เอกสารที่บริษัทประกันภัยหรือเจ้าหน้าที่สำรวจภัยออกให้ หลังจากตรวจสอบเหตุการณ์และความเสียหายของรถแล้ว โดยใบนี้ใช้เป็นหลักฐานว่า “มีการแจ้งเคลมเกิดขึ้นจริง” และระบุรายละเอียดสำคัญ เช่น ข้อมูลรถ ผู้เอาประกันภัย วันเวลาเกิดเหตุ ลักษณะความเสียหาย และเงื่อนไขการซ่อม
พูดง่าย ๆ ใบเคลมเปรียบเหมือนเอกสารส่งตัวสำหรับนำรถไปซ่อมกับอู่หรือศูนย์บริการที่เกี่ยวข้อง โดยอู่จะใช้ข้อมูลในใบเคลมเพื่อตรวจสอบกับบริษัทประกันภัยก่อนดำเนินการซ่อม

ใบเคลมใช้ทำอะไร
หน้าที่หลักของใบเคลม คือ ใช้เป็นเอกสารประกอบการซ่อมรถหลังเกิดเหตุ โดยทั่วไปใช้ในกรณีดังนี้
- ใช้ยืนยันสิทธิ์การเคลมกับบริษัทประกันภัย
- ใช้นำรถเข้าซ่อมที่อู่หรือศูนย์บริการ
- ใช้ระบุรายการความเสียหายที่ได้รับการพิจารณาเบื้องต้น
- ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง หากต้องติดตามงานซ่อมหรือสอบถามสถานะเคลม
- ใช้ประกอบการพิจารณาค่าเสียหายส่วนแรก หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ถ้ามีตามเงื่อนไขกรมธรรม์
ดังนั้น หลังได้รับใบเคลม ควรเก็บไว้ให้ดี ไม่ควรทิ้งหรือปล่อยให้เอกสารชำรุด เพราะอาจต้องใช้ตอนนำรถเข้าซ่อมหรือติดต่อบริษัทประกันภัยภายหลัง
ใบเคลมมีกี่แบบ
โดยทั่วไป ใบเคลมที่พบได้บ่อยในประกันรถยนต์มี 2 ลักษณะหลัก
1. ใบเคลมสด
คือใบเคลมที่ออกหลังจากเกิดเหตุไม่นาน และมีเจ้าหน้าที่สำรวจภัยมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ เช่น รถชนกันบนถนน มีคู่กรณี หรือมีความเสียหายชัดเจน เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบรายละเอียด ถ่ายภาพ และออกเอกสารให้ตามเงื่อนไข
2. ใบเคลมแห้ง
คือการแจ้งเคลมภายหลังจากเกิดเหตุไปแล้ว เช่น พบว่ารถมีรอยขูด รอยบุบ หรือความเสียหายที่ไม่ได้แจ้งทันที กรณีนี้บริษัทประกันภัยอาจให้ผู้เอาประกันนำรถเข้าตรวจสอบ หรือส่งข้อมูลและภาพถ่ายตามขั้นตอนของบริษัท
ทั้งสองแบบสามารถใช้ประกอบการซ่อมได้ แต่เงื่อนไข รายละเอียด และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับกรมธรรม์และการพิจารณาของบริษัทประกันภัย
ได้ใบเคลมแล้วต้องทำอย่างไร
เมื่อได้รับใบเคลมแล้ว แนะนำให้ทำตามขั้นตอนนี้
1. ตรวจสอบข้อมูลในใบเคลม
ดูว่าชื่อผู้เอาประกัน ทะเบียนรถ เลขกรมธรรม์ วันเวลาเกิดเหตุ และรายละเอียดความเสียหายถูกต้องหรือไม่ หากพบข้อมูลผิด ควรรีบแจ้งบริษัทประกันภัยหรือเจ้าหน้าที่ทันที
2. อ่านรายการความเสียหายที่ระบุไว้
ควรดูว่าใบเคลมระบุจุดเสียหายครบหรือไม่ เช่น กันชนหน้า ประตูซ้าย ไฟท้าย หรือฝากระโปรง หากมีจุดที่เสียหายแต่ไม่ได้ระบุไว้ อาจทำให้เกิดปัญหาตอนนำรถเข้าซ่อม
3. ติดต่ออู่หรือศูนย์บริการ
นำใบเคลมไปติดต่ออู่ในเครือ หรือศูนย์บริการตามเงื่อนไขกรมธรรม์ บางกรณีอาจต้องนัดหมายล่วงหน้า โดยเฉพาะช่วงที่อู่มีคิวซ่อมจำนวนมาก
4. ถามเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
แม้มีใบเคลมแล้ว แต่บางกรณีอาจมีค่าเสียหายส่วนแรก ค่า Excess หรือค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากความคุ้มครอง เช่น อะไหล่บางรายการที่ไม่ได้เกี่ยวกับเหตุการณ์ ควรถามให้ชัดก่อนเริ่มซ่อม
5. เก็บสำเนาหรือถ่ายรูปใบเคลมไว้
เพื่อป้องกันเอกสารหาย แนะนำให้ถ่ายรูปใบเคลมเก็บไว้ในมือถือ หรือเก็บสำเนาไว้จนกว่าการซ่อมจะเสร็จสมบูรณ์
ใบเคลมมีอายุกี่ปี
ใบเคลมไม่ควรเก็บไว้นานโดยไม่ดำเนินการ เพราะสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในประกันวินาศภัยมีอายุความตามกฎหมาย โดยหลักของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 กำหนดว่า การเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนห้ามฟ้องคดีเมื่อพ้น 2 ปี นับแต่วันเกิดวินาศภัย หรือพูดง่าย ๆ คือควรดำเนินการเคลมและนำรถเข้าซ่อมภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ควรปล่อยใบเคลมทิ้งไว้นานจนใกล้ครบ 2 ปี
ถ้าใบเคลมหาย ต้องทำอย่างไร
ถ้าใบเคลมหาย ควรรีบติดต่อบริษัทประกันภัย แจ้งเลขกรมธรรม์ ทะเบียนรถ และรายละเอียดเหตุการณ์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลเคลมเดิม บางกรณีอาจสามารถออกเอกสารใหม่หรือให้คำแนะนำเรื่องการนำรถเข้าซ่อมได้
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนอาจแตกต่างกันในแต่ละบริษัท จึงควรติดต่อโดยตรงเพื่อความถูกต้อง
สรุป
ใบเคลมคือเอกสารสำคัญที่ใช้ยืนยันการแจ้งเคลม และใช้ประกอบการนำรถเข้าซ่อมหลังเกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายกับรถยนต์ หลังได้รับใบเคลม ควรตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง ดูรายการความเสียหายให้ครบ ติดต่ออู่หรือศูนย์บริการ และเก็บเอกสารไว้จนกว่าการซ่อมจะเสร็จ
การเข้าใจวิธีใช้ใบเคลมจะช่วยให้ขั้นตอนหลังเกิดเหตุเป็นระบบขึ้น ลดความสับสน และช่วยให้ติดต่อประกันหรืออู่ซ่อมได้ง่ายกว่าเดิม




