ซื้อประกันออนไลน์

Back to top

Smart Watch รู้ได้ยังไงว่าเราใช้ Kcal

Smart Watch คำนวณแคลอรี่ได้ยังไง? แม่นยำแค่ไหน?

เคยสงสัยไหมครับ? เวลาเราวิ่งเสร็จแล้วก้มมองนาฬิกา เห็นตัวเลข “Burned 500 Kcal” แล้วรู้สึกภูมิใจสุดๆ แต่เอ๊ะ… เจ้านาฬิกาเรือนเล็กๆ นี้มันรู้ได้ยังไง? มันไม่ได้เจาะเลือดเราไปตรวจ หรือไม่ได้วัดปริมาณเหงื่อเราสักหน่อย

ความจริงแล้ว Smart Watch ไม่ได้ “วัด” แคลอรี่โดยตรงครับ แต่มันใช้การ “คำนวณ” ผ่านสมการคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน โดยอาศัยข้อมูล 3 ส่วนหลักมาประกอบร่างกัน บทความนี้จะพาไปไขความลับอัลกอริทึมหลังบ้านของมันกันครับ

เผาแคลอรี่ smart watch

1. ข้อมูลส่วนตัวของคุณ (The Profile)

สิ่งแรกที่นาฬิกาใช้คำนวณคือข้อมูลที่คุณกรอกตอนเริ่มใช้งานครั้งแรกครับ ได้แก่ เพศ, อายุ, น้ำหนัก และส่วนสูง

  • ทำไมต้องใช้? เพราะคนที่มีน้ำหนักตัวมาก ย่อมต้องใช้พลังงานในการขยับตัวมากกว่าคนตัวเล็ก (เหมือนรถบรรทุกที่กินน้ำมันมากกว่ารถเก๋ง)

  • ค่า BMR (Basal Metabolic Rate): นาฬิกาจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปคำนวณหาค่า BMR หรือ “พลังงานพื้นฐานที่ร่างกายต้องใช้เพื่อมีชีวิตรอด” (หายใจ, หัวใจเต้น, ย่อยอาหาร) แม้คุณจะนอนเฉยๆ ทั้งวัน ตัวเลขแคลอรี่ก็ยังขึ้น เพราะค่า BMR นี่แหละครับ

2. อัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate)

นี่คือพระเอกตัวจริงครับ เซนเซอร์ไฟสีเขียวๆ (Optical Heart Rate Sensor) ใต้เรือนนาฬิกาจะคอยวัดชีพจรของคุณตลอดเวลา

  • หลักการ: โดยปกติแล้ว “ชีพจรสัมพันธ์กับการเผาผลาญ” ยิ่งหัวใจเต้นเร็ว แสดงว่าร่างกายกำลังทำงานหนักและต้องการออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมากขึ้น ซึ่งแปลว่าต้อง “เผาเชื้อเพลิง (แคลอรี่)” มากขึ้นตามไปด้วย

  • โซนหัวใจ (Heart Rate Zones): นาฬิกาจะดูว่าชีพจรคุณอยู่ในโซนไหน (Warm up, Fat Burn, หรือ Cardio) ยิ่งอยู่โซนสูง ตัวคูณแคลอรี่ก็จะยิ่งโหดขึ้น

 

เผาแคลอรี่ smart watch2

 

3. การเคลื่อนไหว (Motion Sensors)

บางครั้งหัวใจเราเต้นเร็วเพราะตกใจหรือดูหนังผี แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเราออกกำลังกาย นาฬิกาจึงต้องใช้ Accelerometer (ตัวจับความเร่ง) และ Gyroscope (ตัวจับการหมุน) มาช่วยยืนยัน

  • รู้ประเภทกีฬา: เซนเซอร์พวกนี้จะจับแพทเทิร์นการขยับแขน ทำให้มันแยกออกว่าคุณกำลัง “แกว่งแขนวิ่ง” “วาดแขนว่ายน้ำ” หรือแค่ “ยกแก้วกาแฟ”

  • นับก้าว (Step Count): เป็นข้อมูลพื้นฐานที่สุดที่นำมาแปลงเป็นแคลอรี่ในชีวิตประจำวัน


เจาะลึก: สูตรลับที่เรียกว่า “METs”

เบื้องหลังการคำนวณ นาฬิกาหลายค่ายใช้ค่ามาตรฐานทางการแพทย์ที่เรียกว่า METs (Metabolic Equivalent of Task) ครับ

  • 1 MET = พลังงานที่เราใช้ตอนนั่งเฉยๆ

  • เดินช้าๆ = ใช้พลังงานประมาณ 2-3 METs

  • วิ่งเหยาะๆ = ใช้พลังงานประมาณ 7 METs

  • กระโดดเชือก = ใช้พลังงานประมาณ 10-12 METs

วิธีคิดคร่าวๆ ของนาฬิกาคือ:

(ค่า METs ของกิจกรรมนั้น x น้ำหนักตัว x เวลาที่ทำ) = แคลอรี่ที่เผาผลาญ

(โดยนาฬิกาจะใช้ Heart Rate มาช่วยปรับค่า METs ให้แม่นยำขึ้นไปอีกขั้น ว่าคุณทำกิจกรรมนั้นหนักแค่ไหน)

 

เผาแคลอรี่ smart watch3

 

4.เลือกโหมดกีฬา

ถ้าคุณเลือกโหมดผิด ข้อมูลที่คุณได้อาจเพี้ยนไปคนละทิศละทาง มาดูกันว่าเบื้องหลังการทำงานมันต่างกันยังไงครับ

1. สูตรคำนวณแคลอรี่คนละสูตร (ค่า METs ไม่เท่ากัน)

นี่คือเหตุผลที่สำคัญที่สุดครับ กิจกรรมแต่ละอย่างใช้พลังงานไม่เท่ากัน แม้หัวใจจะเต้นเร็วเท่ากันก็ตาม

  • หลักการ: นาฬิกาใช้ค่า METs (Metabolic Equivalent of Task) เป็นตัวคูณในสมการคำนวณแคลอรี่

    • โหมดโยคะ (Yoga): นาฬิกาจะใช้ค่า METs ต่ำ เพราะเน้นการยืดเหยียดและหายใจ

    • โหมดวิ่ง (Running): นาฬิกาจะใช้ค่า METs สูง เพราะเป็นการแบกน้ำหนักตัวกระแทกพื้นตลอดเวลา

  • ถ้าเลือกผิด: สมมติคุณไป “เต้นซุมบ้า” (เหนื่อยมาก) แต่ดันไปกดเลือกโหมด “โยคะ” -> นาฬิกาจะคำนวณแคลอรี่ออกมา “น้อยกว่าความเป็นจริงมาก” แม้หัวใจคุณจะเต้นรัวๆ ก็ตาม เพราะสูตรตั้งต้นมันผิดครับ

2. การเลือกใช้ “เซนเซอร์” ที่แตกต่างกัน

นาฬิกาฉลาดพอที่จะรู้ว่า กิจกรรมไหนต้องใช้อุปกรณ์ตัวไหนบ้าง เพื่อประหยัดแบตเตอรี่และให้ข้อมูลที่ตรงจุด

  • โหมดวิ่งกลางแจ้ง (Outdoor Run): เปิด GPS เต็มระบบ เพื่อวัดระยะทางและ Pace (ความเร็ว)

  • โหมดลู่วิ่ง (Treadmill): ปิด GPS (เพราะเราวิ่งอยู่กับที่) แต่จะใช้เซนเซอร์จับการแกว่งแขน (Accelerometer) มาคำนวณระยะทางแทน

  • โหมดว่ายน้ำ (Swimming): ปิดระบบสัมผัสหน้าจอ (Water Lock) เพื่อกันน้ำกระแทกแล้วจอลั่น และเปลี่ยนอัลกอริทึมไปนับ “จำนวนสโตรก” (Stroke Count) แทนการนับก้าว

3. การตีความ “การขยับ” (Motion Pattern)

ท่าทางของร่างกายมีผลต่อการวัดผลมหาศาลครับ

  • ปั่นจักรยาน (Cycling): มือเราจะจับแฮนด์นิ่งๆ ขาปั่นยิกๆ

    • ถ้าเลือกถูก: นาฬิกาจะรู้ว่า “อ๋อ มือแกนิ่ง แต่หัวใจเต้นเร็ว และ GPS เคลื่อนที่ แสดงว่าปั่นจักรยานอยู่” -> คำนวณแคลอรี่ได้ถูกต้อง

    • ถ้าเลือกผิด (ไปกดโหมดวิ่ง): นาฬิกาจะงงว่า “ทำไมมือไม่แกว่งเลย (เหมือนยืนเฉยๆ) แต่ตัวเคลื่อนที่เร็วผิดมนุษย์ (GPS พุ่ง)” -> ผลลัพธ์คือ อาจจะไม่นับก้าวให้ หรือคำนวณแคลอรี่เพี้ยนไปเลย

  • เวทเทรนนิ่ง (Strength): เรายกของหนัก ยืนอยู่กับที่ หัวใจเต้นแรงเป็นพักๆ

    • นาฬิกาจะตัดเรื่อง “ระยะทาง” ทิ้งไป และโฟกัสที่ “ช่วงเวลาพัก vs ช่วงเวลายก” แทน

 

ไฟสีเขียวทำหน้าที่อะไร? (รู้จักเทคโนโลยี PPG)

เจ้าไฟกะพริบนี้มีชื่อเรียกเท่ๆ ทางเทคนิคว่า PPG (Photoplethysmography) ครับ หลักการทำงานของมันเหมือนกับ “การเล่นไฟฉาย” ตอนเด็กๆ เลย

จำตอนที่เราเอานิ้วไปอุดหน้าไฟฉาย แล้วเห็นนิ้วเราเรืองแสงเป็นสีแดงๆ ได้ไหมครับ? นั่นแหละครับคือหลักการเดียวกัน!

  • ตัวยิงแสง (LEDs): นาฬิกาจะยิงแสงสีเขียวทะลุผ่านผิวหนังลงไปที่เส้นเลือดฝอย

  • ตัวรับแสง (Photodiodes): จะคอยดักจับแสงที่ “สะท้อนกลับมา”

นาฬิกาจะวัด “ปริมาณแสงที่สะท้อนกลับ” เพื่อคำนวณหาจังหวะการเต้นของหัวใจครับ

 

ทำไมต้องเป็น “สีเขียว”? (วิทยาศาสตร์ของคู่สี)

ทำไมไม่ใช้สีแดง สีน้ำเงิน หรือสีขาว? คำตอบอยู่ที่ “สีของเลือด” ครับ

กฎของแสงและสีมีอยู่ง่ายๆ ว่า: “สีแดง จะดูดกลืนแสงสีเขียวได้ดีที่สุด” (เพราะมันเป็นสีคู่ตรงข้ามกัน)

  • จังหวะหัวใจบีบตัว (ตุ้บ!): เลือดจะสูบฉีดมาที่ข้อมือเยอะ -> เลือดสีแดงเยอะ -> ดูดกลืนแสงสีเขียวไว้เยอะ -> แสงสะท้อนกลับมาที่นาฬิกา “น้อย”

  • จังหวะหัวใจคลายตัว: เลือดไหลกลับไป -> เลือดที่ข้อมือน้อยลง -> ดูดกลืนแสงได้น้อย -> แสงสะท้อนกลับมาที่นาฬิกา “เยอะ”

นาฬิกาจะจับจังหวะ วูบ-วาบ ของแสงที่สะท้อนกลับมานี้แหละครับ แล้วแปลงค่าออกมาเป็นตัวเลข BPM (Beats Per Minute) หรืออัตราการเต้นของหัวใจให้เราดูหน้าจอนั่นเอง

 

แล้วถ้าเห็น “ไฟสีแดง” 

ถ้าคุณเห็นไฟสีแดงติดขึ้นมาด้วย (มักจะคู่กับสีเขียว หรือแยกโหมดต่างหาก) นั่นไม่ใช่ไฟเตือนแบตหมดนะครับ

  • ไฟสีแดง + อินฟราเรด: ใช้สำหรับวัดค่า SpO2 (ออกซิเจนในเลือด) ครับ

  • เพราะอะไร: เลือดที่มีออกซิเจนเยอะ (สีแดงสด) กับเลือดที่มีออกซิเจนน้อย (สีแดงคล้ำ) จะดูดกลืนแสงสีแดงและอินฟราเรดได้ต่างกัน นาฬิกาเลยใช้ไฟสีแดงเพื่อเช็กสุขภาพปอดของคุณนั่นเอง

Smart Watch2

 

คำเตือน: เชื่อได้แค่ไหน? (Accuracy Check)

ถึงจะมีสูตรคำนวณดูดี แต่ขอให้จำไว้ว่า “มันคือการประมาณการ (Estimation)” ไม่ใช่ความจริง 100% ครับ งานวิจัยระบุว่า Smart Watch ทั่วไปอาจมีความคลาดเคลื่อนได้ตั้งแต่ 20% – 30% เลยทีเดียว!

สาเหตุที่ทำให้ค่าเพี้ยน:

  1. ใส่สายหลวมเกินไป: เซนเซอร์วัดชีพจรจับค่าไม่ติด หรือจับผิดจังหวะ

  2. เลือกโหมดกีฬาผิด: ไปเต้นแอโรบิก แต่กดโหมดโยคะ (ค่า METs คนละเรื่องกันเลย)

  3. ความฟิตแต่ละคนไม่เท่ากัน: คนที่ออกกำลังกายจนแข็งแรงมากๆ ร่างกายจะประหยัดพลังงานเก่งกว่าคนทั่วไป (ทำกิจกรรมเท่ากัน แต่เผาผลาญน้อยกว่า) แต่นาฬิกาอาจไม่รู้เรื่องนี้

  4. เหงื่อ/สีผิว/รอยสัก: มีผลต่อการสะท้อนแสงของเซนเซอร์วัดชีพจร


สรุป: ดูยังไงให้ได้ประโยชน์?

อย่าไปยึดติดว่า “วันนี้กินเค้กไป 500 Kcal ต้องวิ่งให้เลขบนนาฬิกาขึ้น 500 Kcal เป๊ะๆ” เพราะเลขมันอาจไม่ตรง

ให้ใช้ตัวเลขเป็น “แนวโน้ม (Trend)” จะดีที่สุดครับ เช่น

  • “วันนี้เบิร์นได้มากกว่าเมื่อวาน แสดงว่าเราขยับตัวเยอะขึ้น เยี่ยมมาก!”

  • “วิ่งระยะเท่าเดิม แต่แคลอรี่ที่ใช้น้อยลง แสดงว่าร่างกายเราฟิตขึ้นแล้ว!”

ใช้มันเป็นเครื่องมือกระตุ้นวินัย ดีกว่าใช้เป็นเครื่องมือจับผิดการกินนะครับ!

ลงทะเบียนตอนนี้ เพื่อไม่ให้พลาดเนื้อหาสำคัญ และข่าวสารอัปเดตก่อนใคร