คุณเคยรู้สึกกังวลไหมครับ เวลาเห็นคุณพ่อคุณแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ต้องเจาะเลือดตรวจน้ำตาลทุกเช้า? หรือบางที ตัวเราเองก็เริ่มมีอาการ “ปัสสาวะบ่อย” หรือ “คอแห้งผิดปกติ” จนอดสงสัยไม่ได้ว่า… เรากำลังเสี่ยง “โรคเบาหวาน” หรือเปล่า?
ความกังวลเหล่านี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ เพราะเบาหวานเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน แต่ข่าวดีก็คือ เบาหวาน, โดยเฉพาะชนิดที่ 2, เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับ “พฤติกรรม” และ “อาหารการกิน” ของเราโดยตรง นั่นหมายความว่า เราสามารถจัดการและควบคุมมันได้ครับ
“เบาหวาน” คืออะไรกันแน่?
พูดกันแบบง่ายๆ “เบาหวาน” คือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติครับ เวลาเราไปตรวจสุขภาพ คุณหมอจะวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน เมื่อ:
-
งดน้ำงดอาหาร (อย่างน้อย 8-12 ชั่วโมง) แล้วเจาะเลือดตอนเช้า พบว่าระดับน้ำตาลในเลือด สูงกว่า 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (ถ้าอยู่ระหว่าง 100-125 ถือว่า “ผิดปกติ” หรือเริ่มเสี่ยงแล้วครับ)
-
ตรวจน้ำตาลสะสม (HbA1c) แล้วได้ค่า มากกว่า 6.5%
ทำไมเราถึงเป็นเบาหวาน? (ชนิดที่พบบ่อยที่สุด)
เบาหวานมีหลายชนิดครับ แต่ชนิดที่เราเจอกันบ่อยที่สุด (ชนิดที่ 2) ไม่ได้เกิดจาก “การขาดอินซูลิน” แต่เกิดจาก “ภาวะดื้ออินซูลิน”
ลองนึกภาพว่า อินซูลิน คือกุญแจที่ไขประตูเซลล์ให้น้ำตาลเข้าไปเป็นพลังงาน แต่ภาวะดื้ออินซูลินคือ ประตูมันฝืดครับ ร่างกายต้องผลิตกุญแจ (อินซูลิน) มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อพยายามไขประตู พอถึงจุดหนึ่ง ตับอ่อนที่ผลิตกุญแจก็เริ่มล้า… น้ำตาลที่เข้าเซลล์ไม่ได้ ก็เลยลอยวนอยู่ในกระแสเลือด ทำให้เลือดเรามีน้ำตาลสูงนั่นเอง
สาเหตุหลักของภาวะดื้ออินซูลิน?
-
กรรมพันธุ์ (ถ้าพ่อแม่เป็น เราก็เสี่ยง)
-
พฤติกรรม โดยเฉพาะ “ความอ้วน” หรือมีภาวะอ้วนลงพุง
-
อาหารที่เรากินเข้าไปเยอะเกิน จนร่างกายจัดการไม่ทัน
อ่านเรื่องเพิ่มเติมเรื่อง เบาหวานหายขาด
10 เทคนิคเลือกอาหาร สไตล์ “กินดี สุขภาพดี เลือกได้”
เมื่อเรารู้เป้าหมาย (คุม HbA1c) และเครื่องมือง่ายๆ (2-1-1) แล้ว เรามาดู 10 เทคนิคเชิงลึกที่หมอเอ๋แนะนำ เพื่อการคุมน้ำตาลอย่างยั่งยืนกันครับ
1. เลือก “ข้าวแป้ง” ให้เป็น (ทั้งปริมาณและคุณภาพ)
-
ปริมาณ: ควบคุมตามสูตร 2-1-1 (คือ 1/4 ของจาน)
-
คุณภาพ: เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน หรือ “ดัชนีน้ำตาลต่ำ” เช่น ข้าวกล้อง, ข้าวไรซ์เบอร์รี่, ขนมปังโฮลวีต แทนข้าวขาว ขนมปังขาว เพราะมีใยอาหารสูง ทำให้อิ่มนาน และน้ำตาลจะค่อยๆ ถูกดูดซึมเข้าเลือด ไม่พุ่งสูงปรี๊ด
2. “ผลไม้” กินได้ แต่ต้องเลือก!
คนเป็นเบาหวาน “ไม่ต้องอดผลไม้” นะครับ แต่ต้องเลือก:
-
เลือกชนิด: เลือกผลไม้ที่รสไม่หวานจัด (ดัชนีน้ำตาลต่ำ) เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แก้วมังกร แอปเปิเขียว
-
เลือกปริมาณ: จำกัดปริมาณที่ 1 ส่วนต่อมื้อ (ประมาณ 6-8 ชิ้นพอดีคำ หรือ 1 กำปั้นเล็ก) และทานได้ไม่เกิน 3 ส่วนต่อวัน
-
เลือกความสุก: ผลไม้ดิบ (เช่น มะละกอดิบ) มีน้ำตาลน้อยกว่าผลไม้สุก (แต่ห้ามไปจิ้มน้ำปลาหวานหรือพริกเกลือน้ำตาลเพิ่มนะครับ!)
3. กิน “ทั้งผล” ดีกว่า “คั้นน้ำ” เสมอ
น้ำส้มคั้น 1 แก้ว อาจต้องใช้ส้มถึง 5-8 ลูก สิ่งที่เราได้คือน้ำตาลล้วนๆ ไม่มีกากใย ดื่มปุ๊บน้ำตาลพุ่งปั๊บ และไม่รู้สึกอิ่มด้วย แต่ถ้าให้เรานั่งปอกส้มกิน 8 ลูก… เราคงอิ่มไปตั้งแต่ลูกที่ 2 แล้วใช่ไหมครับ การเคี้ยวทั้งผล จะได้กากใย (Fiber) ที่ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและทำให้อิ่มท้องครับ
4. พยายาม “ลดหวาน” ดีกว่า “ใช้สารแทนความหวาน”
จริงอยู่ว่าสารให้ความหวาน (หญ้าหวาน, อิริทริทอล ฯลฯ) ไม่ให้พลังงานและไม่เพิ่มน้ำตาล แต่… มันทำให้เรายัง “ติดหวาน” อยู่ครับ ร่างกายได้รับความหวาน แต่ไม่ได้รับพลังงานจริง มันอาจจะยังโหยหา และทำให้เราเผลอไปกินของหวานอย่างอื่นเพิ่มในมื้อถัดไป ทางที่ดีที่สุดคือ ค่อยๆ ฝึกกินหวานน้อยลง ให้ลิ้นชินกับรสชาติที่ไม่จัดครับ
5. หลีกเลี่ยง “หวานจัด มันจัด เค็มจัด”
ในคนไข้เบาหวาน มักจะมีเพื่อนซี้ตามมาด้วยคือ “ไขมันในเลือดสูง” (โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์) ดังนั้น เราต้องลดทั้ง หวานจัด (น้ำตาล) และ มันจัด (ไขมัน) ด้วยครับ
-
หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมัน หนังสัตว์
-
ระวังอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ (เช่น ของทอดซ้ำ, เบเกอรี่, เนยเทียม)
6. เลือก “การปรุง” ที่ใช้น้ำมันน้อย
-
เลือก: ต้ม, นึ่ง, ปิ้ง, ย่าง, ยำ, อบ, ตุ๋น
-
เลี่ยง: ผัด (ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ให้ตักกินแต่เนื้อ อย่าราดน้ำผัด เพราะน้ำมันจะกองอยูในนั้น)
-
งด (ถ้าเป็นไปได้): ทอด, โดยเฉพาะ “ชุบแป้งทอด” หรือ “ชุบไข่ทอด” เพราะแป้งและไข่จะอมน้ำมันไว้มหาศาล
7. เลือก “ชนิดของน้ำมัน” (ถ้าต้องใช้)
น้ำมันทุกชนิดให้พลังงาน (ความอ้วน) เท่ากันครับ แต่ผลต่อคอเลสเตอรอลต่างกัน
-
วิธีจำง่ายๆ: น้ำมันที่ “เป็นไข” เมื่อแช่ตู้เย็น (เช่น น้ำมันหมู, น้ำมันปาล์ม, น้ำมันมะพร้าว) มักมีไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งส่งผลต่อคอเลสเตอรอล
-
พยายามเลือกใช้น้ำมันพืชที่มีไขมันไม่อิ่มตัว (เช่น น้ำมันรำข้าว, น้ำมันคาโนล่า) ในการปรุงอาหารครับ
8. เลือก “นมและผลิตภัณฑ์นม” แบบไขมันต่ำ
ถ้าคุณต้องการควบคุมน้ำหนักและคอเลสเตอรอล ให้เลือกผลิตภัณฑ์นม เช่น นมวัว, โยเกิร์ต, หรือชีส แบบ “ไขมันต่ำ (Low-fat)” หรือ “ไร้ไขมัน (Non-fat)” แทนแบบไขมันเต็มส่วน (Full-fat) ครับ
9. เป็นนักอ่าน “ฉลากโภชนาการ”
เวลาซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต พลิกดูฉลากสักนิดครับ!
-
ดูพลังงาน, ปริมาณไขมัน (โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว), คอเลสเตอรอล และ “น้ำตาล”
-
ข้อควรระวัง: คำว่า “Sugar-Free” (ไม่มีน้ำตาล) ไม่ได้แปลว่าไม่มีน้ำตาล เลย นะครับ ตามกฎหมายหมายถึง มีน้ำตาลน้อยกว่าที่กำหนด (เช่น < 4 แคลอรีต่อหน่วยบริโภค) ถ้าเรากินทีละเยอะๆ น้ำตาลก็ยังสะสมได้ครับ
10. กินให้ “สม่ำเสมอ” (สำคัญมากสำหรับคนใช้ยา)
เทคนิคสุดท้ายนี้สำคัญมากสำหรับคนที่เริ่มทานยาเบาหวาน หรือฉีดอินซูลินแล้วครับ
-
ต้องกินอาหารให้ครบ 3 มื้อ และกระจายปริมาณให้พอๆ กัน
-
ห้ามอดมื้อเช้า: ถ้าเรากินยา แต่มื้อเช้ากินน้อยมาก จะเกิดภาวะ “น้ำตาลตก” (มือสั่น ใจสั่น เหงื่อแตก) ซึ่งอันตราย และจะทำให้เราตื่นกลัวจนไป “กินชดเชย” มื้อถัดไปเยอะมาก ทำให้น้ำตาลเหวี่ยงสูงขึ้นไปอีก
-
อย่ากินมื้อเย็นหนักไป: กินยาเท่าเดิม แต่มื้อเย็นจัดหนัก น้ำตาลตอนเช้าก็จะยังสูงอยู่ดี
สูตร 2-1-1″ เทคนิคง่ายๆ ในการจัดจานอาหาร
ก่อนจะไปดู 10 เทคนิค หมอขอให้ “สูตรโกง” ที่ง่ายที่สุดในการเริ่มต้นคุมอาหารก่อนเลยครับ นั่นคือ “สูตรจานอาหาร 2-1-1”
ลองนึกถึงจานข้าว 1 จาน แล้วแบ่งสัดส่วนแบบนี้ครับ:
-
2 ส่วน (ครึ่งจาน): ผัก (ผักใบ ผักต้ม ผักลวก)
-
1 ส่วน (1/4 จาน): ข้าว/แป้ง (เลือกเป็นข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต จะดีมาก)
-
1 ส่วน (1/4 จาน): โปรตีน (เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ เต้าหู้ ปลา)
แค่พยายามจัดจานอาหารทุกมื้อให้ได้สัดส่วนนี้ ก็ช่วยให้คุณคุมน้ำตาลได้ดีขึ้นมหาศาลแล้วครับ
สรุป: ใครบ้างที่ควรไปตรวจเบาหวาน?
เบาหวานเป็นโรคที่ต้องดูแลกันไปตลอดชีวิตครับ มันอาจจะไม่ “หายขาด” แต่เราสามารถ “ควบคุม” มันได้จนเหมือนคนปกติ (บางคนคุมอาหาร-ออกกำลังกายดีมาก จนหยุดยาได้ก็มีครับ)
หากคุณเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ หมอแนะนำให้ไปตรวจสุขภาพและเจาะเลือดดูนะครับ:
-
มีประวัติครอบครัว (พ่อ แม่ พี่น้อง) เป็นเบาหวาน
-
มีภาวะอ้วน หรือน้ำหนักเกิน
-
ผู้หญิงที่เคยมีประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์
-
ผู้ที่มีอาการต้องสงสัย (ปัสสาวะบ่อย, คอแห้งบ่อย, น้ำหนักลด ฯลฯ)
การดูแลเรื่องอาหาร การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การทานยาตามแพทย์สั่ง และการตรวจติดตามภาวะแทรกซ้อน (เช่น ตรวจตา, ตรวจเท้า) เป็นประจำ คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้คุณมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ แม้ว่าจะเป็นเบาหวานก็ตามครับ
ข้อมูลอ้างอิจจาก : Mahidol Channel




