เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ใส่ Smart Watch หรือ Smart Ring นอนกันใช่ไหมครับ? ตื่นเช้ามาก็เช็ก “Sleep Score” หรือคะแนนการนอนกันก่อนเลย แต่คำถามคือ…เราเข้าใจตัวเลขพวกนั้นจริงๆ หรือเปล่า? บางคนได้คะแนนเต็ม 100 แต่ตื่นมายังเพลีย หรือบางคนค่า Deep Sleep น้อยจนตกใจ
บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกวิธีอ่านค่า Sleep Tracking เพื่อให้คุณปรับปรุงการนอนได้ถูกจุดครับ
1. Smart Watch & Smart Ring รู้ได้ไงว่าเรานอน
หลายคนสงสัยว่า “นาฬิการู้ได้ไงว่าฉันหลับ ทั้งที่ฉันแค่นอนนิ่งๆ?” หลักการทำงานของอุปกรณ์เหล่านี้ (ทั้งนาฬิกาและแหวน) ใช้เซนเซอร์หลักๆ 3 ตัวทำงานร่วมกันครับ:
-
Accelerometer (เซนเซอร์จับการเคลื่อนไหว): เมื่อคุณหยุดขยับตัวเป็นเวลานาน อุปกรณ์จะเริ่มสงสัยแล้วว่า “น่าจะหลับ”
-
Heart Rate Monitor (วัดอัตราการเต้นหัวใจ): คนหลับชีพจรจะเต้นช้าลงและสม่ำเสมอกว่าตอนตื่น
-
HRV (ความแปรปรวนของการเต้นหัวใจ): ค่านี้จะบอกสภาวะผ่อนคลายของระบบประสาท ช่วยยืนยันระยะการหลับ (Sleep Stages) ได้แม่นยำขึ้น
2. เช็กยังไง? ว่าอุปกรณ์วัดแม่นยำหรือไม่
ก่อนจะเชื่อข้อมูล 100% ลองสังเกตความแม่นยำเบื้องต้นด้วยวิธีนี้ครับ:
-
เวลาเข้านอน/ตื่นนอน ตรงไหม?: เช็กว่าเวลาที่เริ่มหลับ (Sleep Onset) และเวลาตื่น (Wake up) ตรงกับความเป็นจริงไหม
-
ช่วงลุกไปเข้าห้องน้ำ: หากคุณลุกไปห้องน้ำกลางดึก อุปกรณ์ควรจับสถานะเป็น “Awake” (ตื่น) หรือมีกราฟสีแดงขึ้นช่วงนั้น
-
การสวมใส่:
-
Smart Watch: ต้องรัดสายให้กระชับ ไม่หลวมจนเซนเซอร์ลอยเหนือผิวหนัง
-
Smart Ring: ต้องเลือกไซซ์ที่พอดีนิ้ว ไม่หมุนไปมา เพื่อให้เซนเซอร์แนบสนิทตลอดคืน
-
3. เจาะลึก “ค่าแต่ละตัว” บอกอะไร? และควรอยู่ที่เท่าไหร่? (ฉบับละเอียด)
กราฟการนอน (Hypnogram) ที่สมาร์ทวอทช์แสดง ไม่ใช่แค่แท่งสีสวยๆ ครับ แต่มันคือแผนที่การทำงานของสมองและร่างกายตลอดทั้งคืน โดยปกติวงจรการนอน (Sleep Cycle) หนึ่งรอบจะกินเวลาประมาณ 90-120 นาที และเราจะวนลูปแบบนี้ประมาณ 4-6 รอบต่อคืนครับ
มาดูไส้ในของแต่ละระยะกันครับ:
Light Sleep (หลับตื้น): ประตูสู่การพักผ่อน & การจัดระเบียบความจำระยะสั้น
นี่คือระยะที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยนานที่สุดครับ จริงๆ แล้วมันแบ่งย่อยได้อีก (N1 คือช่วงเคลิ้มๆ ที่ร่างกายกระตุก, N2 คือช่วงหลับตื้นจริงๆ ที่อุณหภูมิร่างกายลดลง)
-
เกิดอะไรขึ้นในระยะนี้ (Deep Dive):
-
ร่างกาย: กล้ามเนื้อเริ่มคลายตัว อัตราการเต้นหัวใจและจังหวะการหายใจช้าลง ร่างกายเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่การหลับลึก
-
สมอง: คลื่นสมองช้าลง แต่จะมีช่วงที่คลื่นสมองทำงานเร็วขึ้นสั้นๆ เป็นพักๆ (เรียกว่า Sleep Spindles) นักวิจัยเชื่อว่าช่วงนี้สมองกำลัง “จัดระเบียบความทรงจำระยะสั้น” ที่ได้รับมาทั้งวัน และทำหน้าที่เป็น “ตัวกั้นเสียงรบกวน” เพื่อไม่ให้เราตื่นง่ายเกินไป
-
-
ค่าที่เหมาะสม: 50 – 60% ของเวลานอนทั้งหมด (ประมาณ 3.5 – 4.5 ชั่วโมง สำหรับการนอน 8 ชม.)
-
ถ้ามีมากเกินไป (>65%): มักเป็นสัญญาณว่า “คุณภาพการนอนไม่ดี” คุณอาจถูกรบกวนจากสิ่งแวดล้อม (แสง, เสียง, อุณหภูมิ) หรือมีความเครียด ทำให้สมองไม่กล้าดำดิ่งลงสู่ Deep Sleep หรือ REM Sleep ได้นานพอ ตื่นมาจะรู้สึกไม่เต็มอิ่ม
Deep Sleep (หลับลึก): อู่ซ่อมแซมร่างกาย & ล้างพิษในสมอง
นี่คือ “Golden Time” ของสุขภาพกายครับ เป็นช่วงที่ปลุกตื่นยากที่สุด ถ้าโดนปลุกตอนนี้จะงัวเงียสุดๆ (Sleep Inertia)
-
เกิดอะไรขึ้นในระยะนี้ (Deep Dive):
-
การซ่อมแซมร่างกาย: ต่อมใต้สมองจะหลั่ง Growth Hormone ออกมามากที่สุดในช่วงนี้ เพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ สร้างกระดูก และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ใครที่ออกกำลังกายหนักๆ ต้องการช่วงนี้มากที่สุด
-
การล้างสมอง (Brain Detox): สมองจะมีระบบทำความสะอาดตัวเอง (Glymphatic System) ที่ทำงานเต็มที่ตอนหลับลึก โดยจะชะล้างของเสียที่เป็นพิษ (เช่น โปรตีน Beta-amyloid ที่สัมพันธ์กับโรคอัลไซเมอร์) ออกไป
-
-
ค่าที่เหมาะสม: 15 – 25% (ประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง)
-
Note: อายุยิ่งเยอะ Deep Sleep ยิ่งน้อยลงตามธรรมชาติครับ ผู้สูงอายุอาจเหลือแค่ 10-15% ก็ถือว่าปกติแล้ว
-
-
ถ้ามีน้อยเกินไป (<10%): ตื่นมาจะรู้สึกปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลียเหมือนไม่ได้นอน ภูมิต้านทานตก ป่วยง่าย และในระยะยาวอาจเสี่ยงต่อโรคทางสมองมากขึ้น
REM Sleep (หลับฝัน): จิตแพทย์ส่วนตัว & ศูนย์สร้างสรรค์
REM ย่อมาจาก Rapid Eye Movement เพราะช่วงนี้ลูกตาเราจะขยับไปมาอย่างรวดเร็วภายใต้เปลือกตา เป็นช่วงที่สมอง “ตื่น” แต่ร่างกาย “หลับ”
-
เกิดอะไรขึ้นในระยะนี้ (Deep Dive):
-
การประมวลผลอารมณ์: สมองส่วนที่เกี่ยวกับอารมณ์ (Amygdala) จะทำงานหนักมากเพื่อย่อยเหตุการณ์และลดทอนความรู้สึกรุนแรงที่เจอมาในแต่ละวัน เปรียบเสมือนการบำบัดจิตใจตามธรรมชาติ
-
ความจำถาวรและความคิดสร้างสรรค์: สมองจะนำข้อมูลที่จัดระเบียบใน Light Sleep มาเชื่อมโยงกันเป็นความจำระยะยาว และเป็นช่วงที่เกิด “ไอเดียปิ๊งแวบ” หรือการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Complex Problem Solving)
-
ร่างกายเป็นอัมพาตชั่วคราว (Atonia): ธรรมชาติฉลาดมากครับ สั่งให้กล้ามเนื้อแขนขาใช้งานไม่ได้ชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้เราขยับตัวตามความฝันจนเกิดอันตราย
-
-
ค่าที่เหมาะสม: 20 – 25% (ประมาณ 1.5 – 2 ชั่วโมง)
-
Tip: REM Sleep มักจะเกิดขึ้นยาวนานในช่วง “ครึ่งหลังของคืน” (ช่วงเช้ามืด) ใครที่ชอบนอนดึกแล้วต้องตื่นเช้า มักจะขาดช่วงนี้ไป
-
-
ถ้ามีน้อยเกินไป (<15%): ส่งผลเรื่องจิตใจโดยตรง หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน สมาธิสั้น ตัดสินใจเรื่องยากๆ ได้ช้าลง และขี้ลืม
Awake (ตื่น): ตัวบอกความต่อเนื่องของการนอน
ไม่ใช่แค่การลุกไปเข้าห้องน้ำนะครับ แต่รวมถึงการตื่นสั้นๆ (Micro-awakenings) ที่เราไม่รู้ตัวด้วย
-
ค่าที่เหมาะสม: ควรน้อยกว่า 10 – 15% ของเวลาทั้งหมด และการตื่นแต่ละครั้งไม่ควรนานเกิน 20 นาที
-
ถ้ามีมากเกินไป (กราฟสีแดงถี่ยิบ): เรียกว่า Sleep Fragmentation (การนอนที่ถูกตัดตอน) แม้ชั่วโมงนอนรวมจะครบ 8 ชม. แต่ถ้าร่างกายต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่บ่อยๆ ก็เหมือนรถที่วิ่งๆ เบรกๆ ตลอดทาง ทำให้ไปไม่ถึงปลายทาง (การพักผ่อนที่แท้จริง) สักที มักพบในคนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือมีความกังวลสูง
4. ดูยังไงว่า “นอนดี”? (Sleep Quality Indicators)
อย่าดูแค่ชั่วโมงการนอนรวม (Total Sleep) ครับ การนอนที่มีคุณภาพต้องดูประกอบกันดังนี้:
-
Sleep Duration: ผู้ใหญ่ควรนอน 7-9 ชั่วโมง
-
Sleep Efficiency (ประสิทธิภาพ): เวลาที่หลับจริง หารด้วย เวลาที่อยู่บนเตียง ควรมากกว่า 85%
-
Deep + REM: ถ้ารวมกันได้เกือบ 40-50% ของคืน ถือว่ายอดเยี่ยมครับ
5. ทำไมค่าออกมาดี (Score สูง) แต่ตื่นมายังเพลีย?
นี่คือปัญหาโลกแตกที่เจอบ่อย สาเหตุอาจเกิดจาก:
-
Sleep Debt (หนี้การนอน): คุณนอนดีแค่คืนเดียว แต่อดนอนสะสมมาทั้งอาทิตย์ ร่างกายยังฟื้นไม่ทัน
-
ค่า SpO2 ต่ำ (ออกซิเจนในเลือด): หากกราฟออกซิเจนตกขณะนอน (ต่ำกว่า 90-95%) อาจเป็นสัญญาณของ “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ” (Sleep Apnea) ซึ่งทำให้นอนไม่มีคุณภาพแม้ชั่วโมงจะครบ
-
Sleep Inertia (อาการเมาขี้ตา): การตื่นขึ้นมาในช่วง Deep Sleep พอดี จะทำให้สมองมึนงง รู้สึกไม่สดชื่น (Smart Watch บางรุ่นมีฟีเจอร์ Smart Alarm ปลุกตอนช่วง Light Sleep เพื่อแก้ปัญหานี้)
-
แอลกอฮอล์/มื้อดึก: แอลกอฮอล์ทำให้หลับง่าย (Light Sleep เยอะ) แต่จะไปทำลายช่วง REM และ Deep Sleep ทำให้ตื่นมาไม่สดใส
6. ใครควรมี Smart Watch / Smart Ring?
-
คนที่มีปัญหาการนอน: นอนไม่หลับ, ตื่นกลางดึกบ่อย
-
สายสุขภาพ/นักกีฬา: ต้องการดูการฟื้นฟูร่างกาย (Recovery) เพื่อวางแผนซ้อม
-
ผู้สูงอายุ: เพื่อมอนิเตอร์ออกซิเจน (SpO2) และชีพจรขณะนอน
-
คนทำงานหนัก/เครียด: เช็กค่าความเครียดและการพักผ่อนของสมอง (REM)
7. อยากค่า Sleep ดีขึ้นต้องทำไง? ปรับพฤติกรรมง่ายๆ ตั้งแต่ตื่นยันเข้านอน
การจะได้คะแนนการนอน (Sleep Score) เต็มร้อย ไม่ได้เริ่มทำแค่ตอนหัวถึงหมอนนะครับ แต่เริ่มตั้งแต่ “ลืมตาตื่น” ของเช้าวันนั้นเลย นี่คือสูตรปรับนาฬิกาชีวิตที่แบ่งตามช่วงเวลาครับ
ช่วงเช้าและระหว่างวัน (Morning & Daytime)
การกระทำระหว่างวันส่งผลโดยตรงต่อ “แรงขับในการนอน” (Sleep Drive) ในตอนค่ำครับ
-
รับแสงแดดทันทีหลังตื่น (สำคัญมาก): พยายามออกไปโดนแสงแดดธรรมชาติอย่างน้อย 15-30 นาทีในช่วงเช้า แสงแดดจะช่วยสั่งสมองให้หยุดหลั่งเมลาโทนิน (Melatonin) และเริ่มนับถอยหลังนาฬิกาชีวิตสำหรับการนอนในคืนถัดไป
-
กฎเหล็กเรื่องคาเฟอีน: คาเฟอีนมีค่าครึ่งชีวิต (Half-life) นานถึง 5-8 ชั่วโมง หมายความว่าถ้ากินกาแฟตอนบ่าย 4 โมง ตอน 4 ทุ่มคาเฟอีนยังเหลือในเลือดถึงครึ่งหนึ่ง!
-
คำแนะนำ: งดกาแฟ ชา น้ำอัดลม หลังบ่าย 2 โมง เพื่อไม่ให้ไปรบกวนช่วง Deep Sleep
-
-
งีบหลับ (Nap) ให้ถูกวิธี: ถ้าง่วงจัด ให้งีบแค่ 10-20 นาที (Power Nap) และอย่าเกินบ่าย 3 โมง การงีบนานเกินไปจะไปแย่งโควตาการนอนหลับลึกของกลางคืน ทำให้คืนนั้นคุณหลับยากขึ้น
ช่วงก่อนเข้านอน (Pre-Bed Routine)
ช่วงเวลานี้คือการเตรียมรันเวย์ให้สมองแลนดิ้งสู่การหลับครับ
-
กฎ 90 นาทีก่อนนอน: งดเล่นมือถือ ดูทีวี หรือจ้องแสงสีฟ้า (Blue Light) อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนอน เพราะแสงสีฟ้าจะหลอกสมองว่า “ยังเป็นตอนกลางวัน” ทำให้เมลาโทนินไม่หลั่ง ส่งผลให้ Light Sleep เยอะ แต่หลับลึกน้อย
-
อุณหภูมิห้องต้อง “เย็น”: ร่างกายคนเราต้องลดอุณหภูมิแกนกลางลงถึงจะเข้าสู่โหมดหลับลึกได้ อุณหภูมิห้องที่เหมาะสมคือประมาณ 23-25 องศาเซลเซียส (หรือปรับแอร์ให้รู้สึกเย็นสบาย ห่มผ้าแล้วพอดี)
-
ระวังมื้อดึกและแอลกอฮอล์:
-
ควรกินมื้อสุดท้ายก่อนนอน 3 ชั่วโมง เพื่อให้กระเพาะย่อยเสร็จแล้ว
-
อย่าดื่มเพื่อช่วยให้หลับ แม้แอลกอฮอล์จะทำให้หลับไว แต่จะไปทำลายช่วง REM Sleep (ช่วงฝัน) ทำให้ตื่นมาสมองตื้อ ไม่สดชื่น
-
ช่วงหลังตื่นนอน (Upon Waking)
การตื่นที่ดี จะช่วยให้วงจรการนอนคืนถัดไปดีตามไปด้วย
-
อย่ากด Snooze (เลื่อนปลุก): การกดเลื่อนปลุกแล้วหลับต่อ 5-10 นาที จะทำให้สมองเริ่มวงจรการนอนใหม่แต่ไม่จบ (Sleep Fragmentation) ส่งผลให้เกิดอาการ “เมาขี้ตา” (Sleep Inertia) ที่รุนแรงกว่าเดิม ตื่นทีเดียวดีที่สุดครับ
-
ตื่นเวลาเดิมเสมอ: ไม่ว่าเมื่อคืนจะนอนดึกแค่ไหน หรือเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ก็ควรตื่นเวลาใกล้เคียงเดิม (บวกลบไม่เกิน 1 ชม.) เพื่อรักษาสมดุลของนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm) ให้เสถียร

ข้อมูลอ้างอิง
https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/sleep-apnea/symptoms-causes/syc-20377631
https://www.hopkinsmedicine.org/health/wellness-and-prevention/do-sleep-trackers-really-work




