เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ หลายคนมักตกใจ ทำอะไรไม่ถูก และเผลอพูดบางประโยคออกไปโดยไม่ทันคิด
แต่รู้ไหมว่า คำพูดบางคำอาจทำให้เราเสียเปรียบในการเคลมประกันรถยนต์ หรือทำให้ขั้นตอนการพิจารณาค่าสินไหมยุ่งยากกว่าที่ควร
บทความนี้ TISCO Insure รวบรวม 8 ประโยคที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ พร้อมแนะนำประโยคที่ควรพูดแทน เพื่อช่วยให้คุณรับมือได้อย่างมีสติ และลดความเสี่ยงในการเสียสิทธิ์จากประกันรถยนต์
ทำไมคำพูดหลังเกิดอุบัติเหตุถึงสำคัญ?
หลังรถชน สิ่งที่บริษัทประกันและเจ้าหน้าที่จะพิจารณา ไม่ได้มีแค่รอยชนหรือภาพจากกล้องหน้ารถเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคำให้การของผู้ขับขี่ คู่กรณี และพยานในที่เกิดเหตุด้วย
หากเรารีบยอมรับผิด ตกลงค่าเสียหายเอง หรือพูดข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อาจส่งผลต่อการเคลมประกันรถยนต์ได้
หลักง่าย ๆ คือ
พูดเฉพาะข้อเท็จจริง อย่าเดา อย่าสรุปเอง และอย่าตกลงค่าเสียหายเองก่อนประกันมาถึง
1. “ผมผิดเองครับ” หรือ “ขอโทษครับ ผมไม่ทันมอง”
ประโยคนี้หลายคนพูดเพราะตกใจ หรืออยากแสดงความรับผิดชอบ แต่การรีบยอมรับผิดตั้งแต่แรก อาจทำให้เราเสียเปรียบได้
เพราะอุบัติเหตุบางกรณีอาจไม่ได้มีฝ่ายผิดฝ่ายเดียว คู่กรณีอาจมีส่วนประมาทร่วม เช่น ขับเร็ว เปลี่ยนเลนกะทันหัน ฝ่าไฟ หรือไม่เปิดสัญญาณไฟเลี้ยว
ควรพูดแทนว่า
“เดี๋ยวเรารอให้เจ้าหน้าที่ประกันและตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนนะครับ/ค่ะ”
หรือ
“ขอให้ตรวจสอบจากจุดเกิดเหตุ รอยชน และกล้องหน้ารถก่อนดีกว่าครับ/ค่ะ”
2. “ไม่เป็นไร เดี๋ยวแยกย้ายไปซ่อมเอง”
หลายคนคิดว่า ถ้าความเสียหายไม่มาก การแยกย้ายไปซ่อมเองน่าจะง่ายกว่า แต่ในความเป็นจริง อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง
เช่น คู่กรณีกลับมาเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่ม หรือบริษัทประกันพิจารณาว่าเราไม่ได้แจ้งเหตุและไม่ได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบตามขั้นตอน
ควรพูดแทนว่า
“ให้บริษัทประกันเข้ามาตรวจสอบและออกเอกสารให้ถูกต้องก่อนดีกว่าครับ/ค่ะ”
3. “จ่ายมาเท่านี้แล้วจบกันเลยนะ”
การตกลงค่าเสียหายกับคู่กรณีเอง โดยที่บริษัทประกันยังไม่ได้รับทราบ อาจทำให้การเคลมภายหลังยุ่งยากขึ้น
เพราะโดยทั่วไป ผู้เอาประกันไม่ควรยอมรับผิด ชดใช้ค่าเสียหาย หรือทำข้อตกลงกับคู่กรณีเองก่อนบริษัทประกันเข้ามาดำเนินการ เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากบริษัทประกัน
ควรพูดแทนว่า
“เรื่องค่าเสียหายให้บริษัทประกันช่วยประเมินตามขั้นตอนนะครับ/ค่ะ”
4. “เดี๋ยวผมบอกประกันว่าผมถอยชนเอง”
บางคนอาจอยากช่วยคู่กรณี หรืออยากให้เรื่องจบเร็ว จึงยอมรับผิดแทน ทั้งที่เหตุการณ์จริงไม่ได้เป็นแบบนั้น
แต่การแจ้งข้อมูลไม่ตรงกับความจริง เสี่ยงเข้าข่ายทุจริตประกันภัย และอาจทำให้บริษัทประกันปฏิเสธความคุ้มครองได้ หากตรวจสอบพบจากรอยชน กล้องหน้ารถ กล้องวงจรปิด หรือคำให้การของพยาน
ควรพูดแทนว่า
“แจ้งตามเหตุการณ์จริงดีกว่าครับ/ค่ะ ให้ประกันตรวจสอบตามหลักฐาน”
5. “ดื่มมานิดเดียวเองครับ”
เรื่องแอลกอฮอล์เป็นประเด็นสำคัญมากในการเคลมประกันรถยนต์
หากตรวจพบว่าปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด อาจส่งผลต่อความคุ้มครอง โดยเฉพาะความเสียหายของรถผู้เอาประกันเอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขกรมธรรม์และผลการตรวจตามขั้นตอนของเจ้าหน้าที่
ควรทำอย่างไร
ควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตามกระบวนการทางกฎหมาย และไม่ควรพูดขยายความหรือคาดเดาเองว่าดื่มไปเท่าไร หากยังไม่มีผลตรวจอย่างเป็นทางการ
6. “ยังไม่มีใบขับขี่เลย” หรือ “เพิ่งหัดขับเอง”
กรณีไม่มีใบขับขี่ ไม่เคยทำใบขับขี่ หรือถูกพักใช้/เพิกถอนใบขับขี่ อาจมีผลต่อความคุ้มครองบางส่วนของประกันรถยนต์ โดยเฉพาะความเสียหายต่อตัวรถของผู้เอาประกัน
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดความคุ้มครองอาจแตกต่างกันตามประเภทประกันและเงื่อนไขกรมธรรม์
ควรทำอย่างไร
แจ้งข้อมูลตามจริงเมื่อเจ้าหน้าที่ร้องขอ และควรเตรียมเอกสารสำคัญ เช่น ใบขับขี่ บัตรประชาชน กรมธรรม์ หรือข้อมูลประกันรถยนต์ไว้ให้พร้อม
7. “ช่วยเขียนให้หน่อยว่า ชนเสา / ชนเมื่อกี้”
การแจ้งเหตุไม่ตรงกับความจริง เช่น เคลมแห้งแต่แจ้งว่าเพิ่งเกิดเหตุ หรือเปลี่ยนลักษณะเหตุการณ์เพื่อให้เคลมได้ง่ายขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง
ปัจจุบันบริษัทประกันสามารถตรวจสอบได้จากหลายหลักฐาน เช่น ลักษณะรอยชน อายุของแผลรถ ภาพจากกล้องหน้ารถ กล้องวงจรปิด และข้อมูลจากพนักงานสำรวจภัย
หากพบว่ามีเจตนาแจ้งข้อมูลเท็จ อาจถูกปฏิเสธการเคลม และอาจมีความเสี่ยงทางกฎหมายตามมา
ควรพูดแทนว่า
“ขอแจ้งตามจริงครับ/ค่ะ เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อไหร่และเกิดอย่างไรตามที่จำได้”
หากจำไม่ได้จริง ๆ ให้แจ้งว่าไม่ทราบคู่กรณีหรือไม่ทราบเวลาที่แน่ชัด อย่าแต่งเรื่องเพิ่มเอง
8. “ฉันไม่เซ็นอะไรทั้งนั้น”
การไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เคลม อาจทำให้ขั้นตอนการพิจารณาล่าช้า และอาจทำให้เราไม่ได้เอกสารที่จำเป็นสำหรับนำรถเข้าซ่อม
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องรีบเซ็นทุกอย่างทันทีโดยไม่อ่าน
ควรพูดแทนว่า
“ขออ่านรายละเอียดให้ครบก่อนเซ็นนะครับ/ค่ะ ถ้าตรงไหนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ขอให้แก้ไขก่อนครับ/ค่ะ”
ก่อนเซ็นเอกสาร ควรตรวจสอบข้อมูลสำคัญ เช่น วันเวลาเกิดเหตุ จุดเกิดเหตุ รายละเอียดคู่กรณี ลักษณะความเสียหาย และข้อความสรุปเหตุการณ์
9. “รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร” หรือ “อยากได้อะไรก็ไปฟ้องเอา”
แม้จะตกใจหรือโกรธแค่ไหน ก็ควรหลีกเลี่ยงคำพูดท้าทาย ข่มขู่ หรือใช้อารมณ์กับคู่กรณี
เพราะปัจจุบันคู่กรณีอาจบันทึกเสียงหรือวิดีโอไว้ได้ และคำพูดเหล่านี้อาจทำให้การเจรจายากขึ้น รวมถึงทำให้ภาพลักษณ์ของเราเสียเปรียบเมื่อต้องไกล่เกลี่ย
ควรพูดแทนว่า
“คุยกันด้วยเหตุผลดีกว่าครับ/ค่ะ ตอนนี้ให้ประกันและเจ้าหน้าที่ช่วยดำเนินการตามขั้นตอนนะครับ/ค่ะ”
เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ ควรทำอะไรก่อน?
เมื่อเกิดเหตุ ควรตั้งสติและทำตามขั้นตอนนี้
-
หยุดรถในจุดที่ปลอดภัย และเปิดไฟฉุกเฉิน
-
ตรวจสอบว่ามีผู้บาดเจ็บหรือไม่
-
โทรแจ้งบริษัทประกันทันที
-
หากมีผู้บาดเจ็บ หรือมีข้อโต้แย้งเรื่องฝ่ายผิด ควรแจ้งตำรวจ
-
ถ่ายรูปจุดเกิดเหตุ รอยชน ป้ายทะเบียน และสภาพแวดล้อมรอบข้าง
-
แลกข้อมูลกับคู่กรณี เช่น ชื่อ เบอร์โทร ทะเบียนรถ และข้อมูลประกัน
-
รอเจ้าหน้าที่ประกันมาตรวจสอบก่อนตกลงค่าเสียหายใด ๆ
สรุป: หลังเกิดอุบัติเหตุ ควรพูดให้น้อย แต่พูดให้ถูก
คำพูดหลังเกิดอุบัติเหตุรถยนต์มีผลมากกว่าที่หลายคนคิด
สิ่งที่ควรจำคือ อย่ารีบยอมรับผิด อย่าตกลงเงินเอง อย่าแจ้งข้อมูลไม่ตรงกับความจริง และอย่าใช้อารมณ์กับคู่กรณี
ให้พูดเฉพาะข้อเท็จจริง รวบรวมหลักฐาน และรอให้บริษัทประกันกับเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอน จะช่วยลดความเสี่ยงในการเสียสิทธิ์ และทำให้การเคลมประกันรถยนต์เป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น
หากคุณกำลังมองหาประกันรถยนต์ที่เหมาะกับการใช้งานของคุณ TISCO Insure พร้อมช่วยเปรียบเทียบแผนประกันจากหลายบริษัท เพื่อให้คุณเลือกความคุ้มครองที่ตอบโจทย์ และอุ่นใจมากขึ้นทุกครั้งที่ใช้รถ




